ไทม์ไลน์และไฮไลน์ของดราม่าฮุบธุรกิจ "พริมย่าคลินิก" คือการไม่อ่านเอกสารก่อนเซ็น
- mind between
- 18 ม.ค.
- ยาว 1 นาที
ไทม์ไลน์และไฮไลน์ของดราม่าฮุบธุรกิจ "พริมย่าคลินิก" เริ่มเรื่องกันแบบนิยายธุรกิจที่หลายคนก็คิดว่าไปได้สวย พริมย่าคลินิก เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยผู้ถือหุ้นทั้งหมด 4 คน ใน ธุรกิจคลินิกเสริมความงามดูจะรุ่งโรจน์ มีทั้งทุน มีทั้งชื่อเสียง

แต่... ฟ้าก็กลั่นแกล้งขั้นสุด เมื่ออยู่ ๆ หุ้นส่วนบางรายดันมีคดีอาญาติดตัว ไม่ใช่คดีเบา ๆ แต่เป็นคดีที่สะเทือนชื่อเสียงธุรกิจสุด ๆ พอมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ใครจะกล้าทำต่อ? สุดท้ายก็ต้องขายหุ้นคืนไป เพราะลำพังเอาตัวเองยังไม่รอด จะมานั่งบริหารต่อก็คงไม่ไหว
ผลลัพธ์คือ...จากที่เคยฝันจะโกยกำไร กลับขาดทุนยับเป็นล้าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ มันไม่มีทางง่ายอยู่แล้ว
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น... หลังจากนั้น 2 หมอ + 1 สาวเก่ง ที่ยังอยู่ในวงการ ก็เดินหน้าลุยต่อด้วยการเปิดคลินิกใหม่ชื่อแบรนด์ เดอมาทีจ (DERMATIGE) คราวนี้ถือหุ้นกันแค่ 3 คน และขยันทำคอนเทนต์สุด ๆ กลายเป็นไวรัลใน TikTok คนจำหน้าได้ คนแชร์เพียบ
แต่เหมือนหนังจะมีภาคต่อ เพราะหุ้นส่วนเก่าที่เคยออกไปตอนมีคดี กลับเข้าใจว่า "เดอมาทีจ" แค่รีแบรนด์จากพริมย่า
ไม่ได้รู้เลยว่านี่คือแบรนด์ใหม่คลินิกใหม่ คนละหุ้นแล้วจ้า พอเคลียร์คดีจบ ก็หวนกลับมาทวงสิทธิ์ ขอส่วนแบ่ง ขอชื่อ ขอที่ยืน ขอซื้อหุ้น แต่ปัญหาคือ... เอกสารทุกอย่างมันชัด! ทั้งสัญญาขายหุ้นเดิม, MOA, เอกสารการเปิดบริษัทใหม่ ครบถ้วนแบบเปิดห้องศาลก็ไม่มีอะไรให้พลิก
ทั้งสองฝั่งต่างก็ยืนยันเสียงแข็งว่า "ฉันพูดความจริง!"
ฝั่งคุณเมก็ลุกขึ้นมาทวง "ความยุติธรรม" พร้อมอยากเห็นมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทแบบไม่ต้องมีใครมาปัดฝุ่นใส่แสงเพิ่ม ส่วนฝั่งยาย่าก็ยังคงยิ้มสวยๆ แต่พูดตรงๆ ว่า "ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายค่ะ" และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอน "ชำระบัญชีบริษัท" อย่างเป็นทางการ
เรียกได้ว่า คนหนึ่งอยากเคลียร์ใจ อีกคนขอเคลียร์บัญชี
ต่างคนต่างมั่น แต่ดูเหมือน "ความจริง" จะมีเพียงหนึ่งเดียว งานนี้ใครจะพูดจริง ใครจะพูดเนียน คงต้องรอให้เอกสารเปิดปากออกมา ก่อนละกันงานนี้
มีหลายสำนักข่าวเลยที่ไปถามความเห็นจาก ทนายชื่อดัง ซึ่งแต่ละคนต่างพูดไปในทางเดียวกันว่า"เอกสารแน่นขนาดนี้... พลิกยากครับ"
งานนี้เลยไม่รู้ว่า "เรือล่มเพราะใคร" หรือจริง ๆ แล้ว... "กอดคอกันล่ม" ตั้งแต่ต้น
ระหว่างที่คดีอยู่ในกระบวนการศาล ฝั่งที่รู้สึกเสียเปรียบก็เลย "เลือกสู้ทางสื่อ" ก่อน เริ่มจากร้องเรียนตามรายการ ออกรายการใหญ่ ไลฟ์สดรัว ๆโพสต์เป็นชุด ๆ จนกลายเป็น ดราม่าร้อนแรงทั่วโซเชียล แต่พอเวลาผ่านไป คนดูเริ่มตั้งสติ ใช้วิเคราะห์มากกว่าความรู้สึก หลายเสียงก็เริ่มพูดตรงกันว่า
"นี่มันไม่ใช่การฮุบหรอก แต่มันคือการไม่อ่านเอกสารก่อนเซ็นต่างหาก"



ความคิดเห็น