ดราม่าวงการเสริมความงาม: จากเพื่อนเลิฟสู่ศัตรูธุรกิจ
- mind between
- 27 ต.ค. 2568
- ยาว 1 นาที
หลังจากที่เสพดราม่ามาหลายวัน วันนี้จะมีสรุปแบบเอกสารหลักฐานกันหน่อยนะ เคยไปเขียนไว้ในกระทู้ไหนไม่รู้ เดียวมาสรุปกระทู้นี้แล้วกัน ย้ำนะ อันนี้เรามองแบบของเรา มันมีเอ๊ะ มีแปลกหลายอย่างอยู่ ดราม่าได้ แต่อย่าแรงเด้ออออออ

ช่วงนี้กระแสดราม่าในวงการเสริมความงามเดือดแบบไม่มีพัก อย่างที่รู้กันดีว่า “คลินิกเสริมความงาม” สู้กันหนักมาก — ทั้งโปรโมชั่น ทั้งภาพลักษณ์ ทั้งกระแส influencer แต่เบื้องหลังนี่สิ...ของจริงมันอยู่ใต้พรม ไอ้เราก็แค่คนนอก จะไปรู้เรื่องใต้เตียงได้ยังไง ได้แต่ตั้งข้อสงสัยแอบใส่ใจอยู่เงียบๆ เพราะสุดท้ายแล้ว ในโลกธุรกิจ มันชนะกันที่เอกสาร ไม่ใช่ชนะด้วยการออกสื่อเล่นบทเหยื่ออย่างเดียว
จากเพื่อนเลิฟ สู่ศึกบัลลังก์ความงาม จากเพื่อนรักที่เคยจูบปากกัน กลับต้องมาผิดใจกัน เพราะหุ้นส่วนคนสนิทดันเคยมีเรื่องฉาวบนหน้าสื่อ หนักถึงขั้น “คดีอาญา” แม้อัยการจะสั่งไม่ฟ้อง แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์เสียไปแล้ว เพราะข้อหาดันไปเกี่ยวข้องกับ สารไซบูทรามีน (Sibutramine) ที่เคยใช้ในยาลดน้ำหนัก แต่ตอนนี้ ถูกสั่งห้ามทั่วโลก เพราะมัน เสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิต แล้วธุรกิจที่ร่วมกันทำก็เป็นสายสุขภาพ ความงามที่เน้นความปลอดภัย มีหมอมาลงขันสร้างแบรนด์กันจนสร้างความเชื่อมั่นซะขนาดนี้ แน่นอนว่ามันย่อมกระทบความมั่นใจของลูกค้า คนทั่วไปก็คงไม่อยากให้ธุรกิจต้องมาพังเพราะใครคนหนึ่งที่มีคดีอาญาเรื่องนี้หรอก

คดีพ่วง คดีแถม และคดีพรบ.คอมฯ เรื่องไม่จบง่าย ๆ เพราะยังมีคดี พ.ร.บ.คอมฯ ตามมาอีก — โฆษณาเกินจริงระดับตำนาน “ลงทุน 6,000 บาท ทำรายได้ 15 ล้าน” วลีเด็ดที่ย้อนกลับมามัดตัวเองเต็ม ๆ จนตอนนั้นคนในวงการแทบไม่เหลือที่ยืน และถามจริง...บริษัทไหนจะอยากร่วมหุ้นกับคนที่มีคดีอยู่? (ตอนนี้คดีนี้ตัดสินให้รอลงอาญาและใกล้จะครบกำหนดแล้ว)
ต่อให้รักกันแค่ไหน ธุรกิจก็ต้องเดินหน้า เพราะไม่ได้มีแค่ผู้บริหาร แต่ยังมีพนักงานที่ต้องกินต้องอยู่ จะให้เขามารับกรรมด้วยเหรอ?

มหากาพย์ขายหุ้น และ “ไม้เด็ด” ที่ชื่อ MOA
เมื่อถึงจุดที่ต้องแยกทางกัน “การขายหุ้นคืน” ก็เกิดขึ้น พร้อมเอกสารครบทุกขั้นตอน —
เซ็นกันต่อหน้าทนาย ตีอากรแสตมป์ครบ ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
จะดิ้นทางไหนก็ไม่รอด เพราะทุกอย่าง “จบที่เอกสารและศาล” ไม่ใช่ “การเล่นบทเหยื่อบนโซเชียล”
และที่เด็ดสุด — มี MOA (Memorandum of Agreement) แนบมาด้วย!
หลายคนอาจงง MOA คืออะไร ต่างจาก MOU ยังไง? มานี่ จะเล่าให้ฟังแบบภาษาบ้าน ๆ
#### MOU – Memorandum of Understanding
ภาษาบ้าน ๆ คือ “บันทึกความเข้าใจ” แบบแค่ตกลงกันเบื้องต้นว่า “เราจะร่วมมือกันนะ” แต่ ยังไม่ผูกพันทางกฎหมาย คือถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตาม ก็ฟ้องไม่ได้ เหมือนพูดปากเปล่าแต่มีลายเซ็นเพิ่มความเท่ (จำ MOU ของเหล่าพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้งได้มั้ยล่ะ แบบนั้นแหล่ะ คริคริ)
ฟีลแบบ “เฮ้ย เรามาร่วมโปรเจกต์กันนะ เดี๋ยวค่อยว่ารายละเอียดทีหลัง”
>— นั่นแหละ MOU แค่เจตนาร่วม แต่ยังไม่มีข้อผูกมัดจริงจัง
MOA – Memorandum of Agreement
ภาษาบ้าน ๆ คือ “ข้อตกลงร่วมกัน” อันนี้ ผูกพันทางกฎหมายเต็มตัว ถ้าฝ่ายใดผิดจากที่เซ็นไว้ อีกฝ่ายสามารถฟ้องร้องได้เลย มีรายละเอียดครบ เช่น
- ใครทำอะไร
- ใครรับผิดชอบอะไร
- แบ่งผลประโยชน์ยังไง
> “ร่วมลงทุนกัน 50/50 ฝ่าย A ทำการตลาด ฝ่าย B ผลิตสินค้า”
> — แบบนี้คือ MOA ถ้าใครเบี้ยว ฟ้องได้เลย

เมื่อเริ่มเคลียร์ตัวเองได้แล้วเห็นคลินิกที่เคยทำร่วมกันดันไปได้สวย ชื่อเสียงปังจาก 2 หมอที่เราเห็นและติดตามกันนั่นแหล่ะ มาอ้างสิทธิ์นู่นนี่นั่นทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ทำ แต่มาอ้างว่าทำแบรนด์นี้กับเค้า เอกสารมันเห็นชัดๆ ว่า แบรนด์ใหม่นี้เป็นของพวกเค้า 3 คน และตัวเองไม่ได้มีหุ้นเลย คนที่มีหุ้นคือน้องสาว (แต่อ้างว่านอมานีนะจ๊ะ) งานนี้ว่ากันด้วยเอกสาร เพราะ..
> งานนี้เอกสารคือหมัดน็อกของจริง
> แถม MOA การใช้แบรนด์ที่ให้กับสองนิติบุคคลก็มีอยู่
บทสรุปของดราม่า ณ ตอนนี้ยังไม่มี
แต่ในโลกธุรกิจจริงๆ เขาดูกันที่หลักฐาน ไม่ใช่คำพูดบนสื่ออย่างเดียว อาจจะได้ความเห็นใจหรือกำลังใจจาก FC และชาวบ้านที่ชอบใส่ใจ (เหมือนฉันนี่แหล่ะ) แต่ตามกระบวนการทางกฏหมายจริงๆ เอกสารมันพูดแทนหมดแล้ว ถึงแม้ทางฝั่งหมอเด็กเนิร์ดที่ทำแต่งาน กับคอนเท้นสาระเก่งๆ จะมาสู้อะไรกับเจ้าแม่โซเชียลได้ทัน แอบเห็นใจอยู่
ส่วนกองเชียร์กองแช่งทั้งหลายเนี่ย เห็นเงิบมาหลายทีแล้ว ดังนั้น เวลาฟังข่าวอะไรมา ขอให้ตั้งคำถามก่อนสักนิด อย่าเพิ่งเฮโลไปเป็นทีมไหน เพราะยุคนี้… > “คำขอโทษไม่ได้มากระเช้าและการยกมือไหว้ แต่เป็นซองเงินสดต่างหาก”
ส่วนทีมชอบใส่ใจอย่างเราก็ยังขอติดตามว่าเคสนี้ดราม่าจะจบลงแบบไหนเหมือนกัน...




ความคิดเห็น